ปุ่นชูมวยไทยของโบราณอย่ามองเชย
มีจุดประสงค์ชัดเจนในการทำหนัง พาหุยุทธ กับค่ายโมโนฟิล์ม อย่างชัดเจน หวังจุดจิตสำนึกให้เห็นคุณค่าความเป็นไทย พร้อมแทรกปรัชญาการเล่นกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ซึ่งผู้กำกับฯ เลือดรักไทย ปุ่นปิติ จตุรภัทร์ เผยว่า
หนังเรื่อง พาหุยุทธ ถ่ายทำเสร็จเร็วเนื่องจากนักแสดงเค้าซ้อมกันมานานแล้ว คิวมันถูกเซ็ตอัพไว้เรียบร้อยพอไปถึงโลเกชั่นก็รอแค่เซ็ตอัพเสร็จก็ทำงานได้เลย โชคดีที่ระหว่างการถ่ายทำมันไม่มีอุบัติเหตุด้วย หนังเรื่อง พาหุยุทธ มันเป็นหนังที่พูดถึงเรื่องที่เราหลงลืมจากความเป็นไทย แล้วข้ออ้างมันคือเวลาคนต่างชาติเค้าหันกลับมาสนใจเราถึงเห็นคุณค่า คนมักจะชอบถามผมว่าทำหนังเรื่องนี้เพื่อตอบโจทย์คนไทยหรือชาวต่างชาติ ผมอยากบอกว่าเราทำหนังเรื่องนี้เพื่อต้องการเตือนคนไทยไม่ให้ลืมขนบธรรมเนียมดีๆ ของเรา งานชิ้นนี้มันกำลังบอกว่าจริงๆ เรามีอะไรอยู่ ของที่คิดว่ามันโบราณมันไม่ใช่เรื่องเชยเสมอไป อย่างมวยไทย มวยไชยา ศิลปะการต่อสู้เหล่านี้ฝรั่งเค้าสนใจซึ่งมันเป็นของคนไทยด้วยซ้ำ แล้วหนังเรื่องนี้มันตอบปรัชญาของการเล่นกีฬาของคนไทยว่ารู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัยคืออะไร
ณ วันนี้มั่นใจกับหนังมากน้อยแค่ไหน มันสมบูรณ์เท่าที่มันควรจะเป็น แต่ว่าสิ่งที่พอใจที่สุดกลับไม่ใช่การทำให้งานเสร็จ หรือเรื่องรายได้ แต่สิ่งที่ผมมีความสุขคือ 1.ผมได้อนุรักษ์ศิลปะที่มันถูกสืบทอดกันมานานแล้ว 2.เราได้ทำในสิ่งที่สื่อสารมวลชนคนหนึ่งควรจะทำคือมีเรื่องดีที่ไหนก็จะบอก 3.เรามีความพอใจในประเด็นของหนังที่กำลังจะพูด เราได้เสนอเรื่องเหล่านี้ก็มีความสุขแล้ว ผู้กำกับฯ กล่าว
----------------------
สำหรับภาพยนต์เรื่องพาหุยุทธนี้ทางทีมงานสร้างได้มาติดต่อครูแปรงให้เป็นที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการเกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้ในภาพยนต์โดยเฉพาะในด้านของมวยโบราณไชยา ก็นับว่าเป็นภาพยนต์เรื่องแรกที่ครูแปรงและพี่พงษ์ได้ร่วมแสดงด้วย (ในอนาคตอาจจะดังสูสีกับจา พนม นะครับ รีบขอลายเซ็นไว้ก่อนนะครับ ^_^)ยังไงก็หวังว่าจะช่วยกันอุดหนุนหนังด้วยละกันนะครับ น่าจะถูกใจคอแนวหนังการต่อสู้นะครับ เจอกันในโรงภาพยนต์เร็วๆนี้นะครับ
Saturday, April 21, 2007
พาหุยุทธปลุกสำนึกห้ามหลงลืมความเป็นไทย
Posted by terapak at 7:27 AM 0 comments
Labels: ข่าวและกิจกรรม
“กอล์ฟ-ไมค์” ชวนเพื่อนอนุรักษ์ศิลปะป้องกันตัว มวยไชยา
“กอล์ฟ-ไมค์” ชวนเพื่อนอนุรักษ์ศิลปะป้องกันตัว
“กอล์ฟ-ไมค์” ชวนเพื่อนอนุรักษ์ศิลปะป้องกันตัว ควงคู่ฝึกมวยไชยาใน “เวคคลับ” ติดตามชมได้อาทิตย์ที่ 4 มี.ค. เวลา 10.55-11.50 น. ทางททบ.5
อัลบั้มใหม่ล่าสุดกำลังวางแผงพอดี สำหรับ 2 พี่น้องสุดหล่อ “กอล์ฟ-ไมค์” รายการ “เวคคลับ” วันอาทิตย์ที่ 4 มี.ค.นี้ก็ไม่พลาดที่จะชวนมาทำกิจกรรมเด็ด โดยคราวนี้สองหนุ่มอาสาพาไปเรียนรู้ศิลปะป้องกันตัวของไทย “มวยไชยา” ซึ่งเพื่อนๆ อาจจะไม่ค่อยได้ยินชื่อกันนัก เพราะเป็นมวยโบราณของไทยที่สมัยนี้ไม่ค่อยจะมีให้เห็นกันเท่าไร พอมาถึงมูลนิธิมวยไชยา “กอล์ฟ-ไมค์” ก็รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้า พร้อมเรียนรู้วิชากันทันที
ก่อนจะไปฝึกมวยกันก็ต้องมาทำความรู้จักกับครูฝึกคือ “ครูแปรง” จากนั้นครูเริ่มสอนท่าง่ายๆ เป็นการวอร์มร่างกายกันก่อน ตั้งแต่การตั้งการ์ด การก้าวเดินแบบมวยไชยา ดูทั้งสองหนุ่มจะสนุกสนานและตั้งใจในการฝึกมวยอย่างเต็มที่ เพราะชอบกีฬาการต่อสู้อยู่แล้วด้วย โดยเฉพาะตอนที่ครูบอกว่าจะสอนท่ามวยไชยาแบบง่ายให้คนละท่า ทั้งสองพี่น้องกระตือรือร้นอยากจะเรียนไวๆ โดยครูสอนท่า “หนุมานเหยียบกรุงลงกา” ให้กับ “กอล์ฟ” ได้ลองฝึกซ้อมดู พอครูทำท่าให้ดูเท่านั้นแหละ “กอล์ฟ” ผู้พี่ถึงกับอ้าปากค้างเพราะท่านี้ “กอล์ฟ” จะต้องขึ้นเหยียบบนหน้าขาของนักเรียนที่มาเป็นคู่ฝึกให้ กว่าจะขึ้นเหยียบได้ “กอล์ฟ” ก็ลื่นอยู่หลายรอบ แต่แล้วความพยายามก็สำเร็จ สามารถทำท่าแบบที่ครูสอนจนได้
ด้านน้องชายนาย “ไมค์” ก็ขอลองทำท่าแบบพี่ “กอล์ฟ” ดูบ้าง ตอนแรกดูมั่นใจเต็มร้อย พอเอาเข้าจริงกระโดดเหยียบพลาดล้มไปนอนกับพื้น เรียกเสียงหัวเราะจากพี่ชายที่ไม่ยอมช่วยประคองน้องกลับขำใส่แทน คราวนี้มาถึงท่า “เสือเวียนถ้ำ” ที่ครูจะสอนให้ “ไมค์” บ้าง โดยท่านี้จะต้องใช้กำลังอย่างมากเพราะจะต้องอุ้มคู่ซ้อมหมุนหนึ่งรอบ “ไมค์” ก็ตั้งหน้าตั้งตาทำตามที่ครูสอนเต็มที่ ถึงขนาดครูฝึกสอนเอ่ยชมว่าหน่วยก้านดี ฝึกอีกหน่อยคงจะเก่งไม่ใช่ย่อย ทำเอา “ไมค์” ยิ้มปลื้ม
“กอล์ฟ-ไมค์” เล่าว่า “การฝึกมวยไชยานี่ก็คล้ายๆ การเต้นของพวกเรา เพราะต้องอาศัยพละกำลังและสมาธิอย่างมาก พวกเราว่าจะเอาไปประยุกต์กับการเต้นดูบ้าง แล้วยังเป็นการออกกำลังกายที่ดีทีเดียว แถมยังได้เรียนรู้ศิลปะป้องกันตัวของไทยในสมัยก่อนด้วย อยากให้เพื่อนๆ มาลองฝึกกันเป็นการอนุรักษ์ศิลปะมวยของชาติเราเอาไว้”
อยากเห็นลีลาแมนๆ มาดนักมวยของ “กอล์ฟ-ไมค์” ว่าจะเท่แค่ไหนนั้น ต้องติดตามชมในรายการ “เวคคลับ” วันอาทิตย์ที่ 4 มี.ค.นี้ เวลา 10.55-11.50 น. ทางททบ.5
Credit : http://www.gmm-tv.com/board_ans.php?q_id=1...a1ec27706bc8c52
Posted by terapak at 7:03 AM 0 comments
Labels: ข่าวและกิจกรรม
Wednesday, April 18, 2007
ท่าครู (แม่ไม้)

.....ท่าครูมวยไชยา ซึ่งถือได้ว่าเป็น แม่ไม้ สำคัญ อันนับได้ว่าเป็นท่าอมตะนั้น มีชื่อว่า "ท่าย่างสามขุมคลุมแดนยักษ์" ที่นอกจากจะมีความกระชับ รัดกุม ทะมัดทะแมง แล้วยังมีเรื่องเล่าเปรียบเทียบที่มาของชื่อท่า โดยอิงจากคติความเชื่อเรื่องเทพของฮินดู ดังจะขอยกเอาข้อเขียนของ ปรมาจารย์เขตร ศรียาภัย ที่ท่านได้เคยกล่าวไว้ดีแล้ว เพื่อเป็นความรู้แก่อนุชนผู้สนใจ ใฝ่รู้ ดังนี้
....."...ครั้งนั้นพระอิศวรเป็นเจ้าประทับเกษมพระสำราญอยู่กับพระอุมาในแดนสวรรค์ (ตามคติของลัทธิฮินดูหรือไสยศาสตร์หมายความว่าแดนแห่งความสว่างรุ่งเรือง) พรั่งพร้อมด้วยเทพยดาและสาวสวรรค์ฟ้อนรำบำเรอถวาย โดยมีคนธรรพ
(ในไตรภูมิพระร่วงกล่าวว่ารูปร่างครึ่งคนครึ่งเทวดา) ขับกล่อมมโหรีปี่พาทย์ระคนเสียงปี่๖๐,๐๐๐เลา (คงดังเหมือนฟ้าร้อง) เมื่อเวลางานรื่นเริงของชาวสวรรค์ยุติลง อมรใหญ่น้อยทั้งปวงเตรียมแยกย้ายกันกลับวิมานแห่งตน พระผู้เป็นเจ้าทรงชายพระเนตรเห็นอสูรตาตะวันหมอบเฝ้าอยู่แทบฐานพิมานเมฆ ก็ทรงพอพระทัย (ชอบประจบ?) ในความจงรักภัคดี จึงตรัสปราศรัยด้วยถ้อยมธุรส ฝ่ายพญายักษ์เลยลำพองใจเห็นได้ท่าก้มหัวลงกราบทูล ขอประทาน ที่ดินเป็นกรรมสิทธ์ กว้างยาวโดยคณา ๓๐๐ โยชน์ (เท่ากับ๑๐๐ ตารางไมล์) พร้อมด้วยพรว่า สัตว์ต่าง ๆ ไม่ว่า จะเป็นเดรัจฉาน มนุษย์ เทวดา นาคา กุมภัณฑ์ หรืออสูรใดๆ หากบุกรุกเข้าไปในดินแดนแห่งกรรมสิทธิ์ของตนแล้ว ไซร้ ขอจับกินเป็นอาหารได้ตามอำเภอใจ พระอิศวร (แก่ให้พร แต่เรียกคืนไม่ได้) ก็จำต้องประทานพรและที่ดิน ให้แก่ยักษ์ตามขอ
เมื่อท้าวตาตะวันได้สิ่งพึงประสงค์ง่ายดายสมใจก็กลับคืนสู่ที่อยู่ ข้างเขาพระสิเนรุราชบรรพต (เทือกป่าหิมพานต์ ซึ่งเป็นป่าหนาวจัดแถบเหนือของอินเดีย) มีความปลาบปลื้มลืมตัว เมามัวอำนาจคาดคิดจะล้มฟ้า กำเริบอยากกิน สัตว์แปลกๆ เป็นอาหารตามสันดานเลว ตั้งพิธีเพิ่มตบะร่ายมนต์วิเศษขึ้น ( คงเป็นบทที่พระสังข์ทอง เรียกเนื้อเรียกปลา? ) ด้วยแรงฤทธิ์รากษสร้าย แรงฤทธิ์วิศวมนต์
เทวดามนุษย์และสัตว์โลกน้อยใหญ่หลากหลายที่ต้องมนต์พากันหลงใหลล่วงล้ำเข้าไปใน แดนมฤตยู โดยมิได้ตั้งใจ ท้าวตาตะวันเห็นดังนั้นดีใจจนน้ำลายไหลไล่จับกิน ได้สัตว์กินสัตว์ ได้มนุษย์กินมนุษย์ ตลอดจนเทวดานางฟ้าและคนธรรพ ต่างถูกกิน คราวละมากๆไม่เว้นแต่ละวัน ร้อนถึงพวกที่ยังไม่ถูกกินต่างพากันหวั่นเกรง นั่งนอนสะดุ้ง ประสาทเสื่อมไปตามๆกัน (ยิ่งกว่าสูดควันท่อไอเสีย) จึงปรึกษาหารือ ตกลงชวนกันขึ้นเฝ้าพระอิศวร (พิเคราะห์ดูแล้ว ไม่น่าแปลกที่มีการเดินขบวนร้องทุกข์ ต่อผู้อำนวยการปราบปรามผู้เป็นภัยต่อสังคม) บรรยายทุกข์ร้อนให้พระผู้เป็นเจ้าทรงทราบ
.....พระอิศวรได้ฟังก็ทรงพระพิโรธ รับสั่งให้เทพบุตรไปตามพระนารายณ์ ซึ่งประทับบรรทมอยู่ ณ เกษียรสมุทร ให้รีบปราบยักษ์เพื่อกำจัดยุคเข็ญโดยด่วน
.....คนไทยส่วนมากย่อมทราบอยู่แล้วว่า พระนารายณ์เป็นเทพเจ้าซึ่งไม่โปรดยักษ์มารที่คตโกง การปราบปราม ก็เด็ดขาดรุนแรงถึงขั้นประหารชีวิตทุกราย เช่น ปราบยักษ์นนทุกข์ผู้ได้พรนิ้วเพชรแล้วเที่ยวชี้ใครต่อใครตาย เป็นระนาว หิรัญยักษ์ม้วนแผ่นดิน เดือดร้อนแก่เหล่ามัตตัย (คนไทย) ไม่มีที่อยู่ และอสูรหอยสังข์ ผู้ขโมยคัมภีร์ประเวท เป็นต้น
.....ครั้นพระนารายณ์ได้ทราบพระโองการของพระผู้เป็นเจ้า จึงแปลงกายเป็นพราหมณ์รูปงาม นวยนาดเอื่อยๆ ล่วงล้ำเข้าไปในแดนหวงห้าม ด้วยลักษณะที่คณาจารย์มวยให้ชื่อว่า "นารายณ์ยุรยาตร" เพื่อสังเกตทีท่าอย่างระมัดระวัง แบบนักมวยได้ยินสัญญาณระฆังให้เริ่มต่อสู้กัน
.....ทันใดนั้นอสูรตาตะวันผู้ก่อความมืดมน (ความชั่ว) แก่โลก ก็ตวาดด้วยเสียงอันดังดุจฟ้าร้องว่า อ้ายหนุ่มเดนตาย มึงทะลึ่งเซ่อซ่าเข้ามาทำไม ไม่กลัวยักษ์จับกินหรือ
.....พราหมณ์แสร้งทำ (ลูกไม้) เป็นกลัว ตอบคำตะคอกของยักษ์ด้วยสำเนียงสั่นเครือว่า ท่านผู้ยิ่งใหญ่ไม่มีใครเทียบเท่า ข้าน้อยเดินหาที่ดินเพื่อประกอบพิธีตามตำรับพระเวทแห่งวิสัยพราหมณ์ สัก ๓ ก้าว (เล่ห์เหลี่ยม) ไม่ได้คำแหงหาญบุกรุกรบกวน ขอท่านอสูรได้โปรดเมตตาข้าด้วย เมื่อข้าประกอบพิธีเสร็จแล้ว แม้จะต้องตายก็ไม่เสียดายชีวิต เพราะขึ้นชื่อว่าได้ประพฤติสมบรูณ์แบบที่ได้กำเนิดเกิดมาในตระกูลพราหมณ์แล้ว
.....ท้าวตาตะวันไม่รู้กล (ไม้มวยไทย) ทะนงตนตอบว่า กูได้ที่ดินแห่งนี้มาจากพระอิศวร ถ้ามึงอยากได้เพียงใช้ประกอบพิธีกูก็จะยอมให้เท่าที่มึงต้องการโดยไม่คิดอะไรทั้งหมด
.....พราหมณ์แปลง แกล้งทำเป็นสงสัย ถามอีกครั้งว่า ท่านผู้เป็นใหญ่ (เหมือนคนไทยถูกยกย่องในครั้งแรก) ท่านกรุณาให้แล้ว จะกลับเอาคืนหรือไม่
.....อสูรตาตะวันไม่เฉลียวใจ ลั่นวาจาตอบด้วยความคะนองว่า เมื่อกูให้เป็นสิทธ์แล้ว กูก็รักษาสัจจะไม่เอาคืนเป็น อันขาด
.....ทันทีที่ได้ยินยักษ์ตั้งความสัตย์ พระนารายณ์แปลงก็สำแดงเดช ป่าหิมพานต์สะท้านสะเทือน "ย่างสามขุม" ยักเยื้องคลุมแดนยักษ์หมดทั้ง ๓๐๐ โยชน์
.....อสูรตาตะวันตกใจ ตะลึง คิดว่าคงไม่มีใครทำเช่นนั้นนอกจากองค์พระสี่กร นึกขึ้นได้ กลัวตาย รีบเผ่นหนี เพื่อเอาตัวรอด แต่ไปไม่รอด ต้องถึงกาลมอดม้วยมรณาด้วยเดชามหาอิทธิฤทธิ์แห่งเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์
.....เพราะฉะนั้นตามตำราพระเวทจึง (นับ)ถือเอาการ "ย่างสามขุม" หรือการก้าวจังหวะยักเยื้องสามเส้าเป็นแบบฉบับ ในขบวนการ "พาหุยุทธ์" หรือการชกต่อย และใช้อุปเท่ห์เล่ห์เหลี่ยมดำเนินการปลุกปราณ (จิตใจ) บรรดามัลละ ในขณะเริ่มการต่อสู้ด้วยคติที่ว่า อย่าแต่ว่าปฏิปักษ์ซึ่งเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาเลย แม้ยักษ์ เมื่อต้องประจันหน้ากับ ท่าทาง "ย่างสามขุม" ยังตกใจกลัวหนีจนไม่สามารถเอาชีวิตรอดได้
คัดจาก หนังสือฟ้าเมืองไทย เรื่อง ปริทัศน์มวยไทย โดย ปรมาจารย์เขตร ศรียาภัย
Posted by terapak at 3:13 PM 0 comments
Labels: ไชยาปฐมยุกต์
Tuesday, March 27, 2007
ขนบธรรมเนียม มวย
.....ด้วยว่า มวยไทยนั้น เป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย อันประกอบด้วย วิทยาการต่อสู้แบบฉบับเฉพาะของคนไทย และยังประกอบไปด้วย ประเพณี พิธีกรรม อันดีหลายอย่าง ที่บ่งบอกถึงความเป็นคนกล้าหาญ เข้มแข็ง อีกทั้งยัง อ่อนน้อม ถ่อมตน รู้คุณ กตัญญู กตเวที ต่อชาติ ต่อครูบาอาจารย์ คุณธรรมเหล่านี้ ได้ถูกแสดงออกด้วย ประเพณี พิธีกรรม และขั้นตอนต่างๆ อย่างมีหลักเกณฑ์ ด้วยจิตคารวะของผู้เป็นศิษย์ ผู้มีจรรยา สอดคล้องกับวัฒนธรรมอันดีของชาติ
พิธีมอบตัวเป็นศิษย์
.....ผู้สมัครแจ้งความประสงค์ ขอเข้ามอบตัวเป็นศิษย์ เพื่อรับการอบรม สอนสั่ง วิทยาการต่าง จากครู โดยมากใช้ วันพฤหัสบดี ซึ่งถือเป็น วันครู เมื่อผู้สมัครกล่าวแนะนำตนแล้ว ครูก็จะพูดคุยซักถาม ประวัติความเป็นมา และดูกิริยาท่าทาง ว่าสุภาพ เรียบร้อย มีสัมมาคารวะ เป็นผู้ที่เหมาะสมจะได้รับการอบรมสั่งสอนหรือไม่
.....เมื่อครู พอใจแล้ว จึงรับผู้สมัคนั้นเข้าเป็นศิษย์ ถ่ายทอดศิลปะวิทยา โดยให้ศิษย์อยู่ฝึกฝนในสำนักตนสักระยะหนึ่ง ครูจึงค่อยพิจารณา หากเห็นว่า ศิษย์มีความขยันหมั่นเพียร ฝึกซ้อมทำตามแบบวิชาที่สอนเบื้องต้นได้ดีพอควรแล้ว อีกทั้งมีอุปนิสัยดี ครูจึงจะเรียกศิษย์ผู้นั้นให้มา ขึ้นครู อีกครั้งหนึ่ง
.....( ในยุคที่ ครูทอง สอนอยู่นั้น ครูมักจะพูดเสมอว่า หากใครที่ยัง ทำท่าไหว้ครู ไม่ได้ หรือ ครูยังไม่ได้รับรองว่า ผู้นั้นสามารถ รับเตะรับต่อย ได้คล่องแล้ว อย่าบอกว่า เรียนมวยไชยา )
การขึ้นครู
....." การขึ้นครู " เป็นการแสดงความคารวะ และรับสัตย์ เบื้องต้น เท่ากับสมัครตัว ยอมใจ เข้าพวก และรับการอบรม สั่งสอน มารยาทและวัฒนธรรม เพื่อดำรงชีวิตอยู่ด้วยความสงบปราศจากศัตรู หรือรู้จกประพฤติและวางตน รู้จักคบ และสงวนบุคคล ไว้เป็นที่พึ่ง " (ปรมาจารย์ เขตร์ ศรียาภัย )
.....ในการทำ พิธีขึ้นครู นั้นครูจะเป็นผู้เลือกวัน ตามฤกษ์ยาม และกำหนด สิ่งของที่จะใช้ในพิธี อย่างเช่น ดอกไม้ ธูปเทียน ขันน้ำ ผ้าขาวม้า เงิน ฯลฯ
.....พิธีจะกระทำต่อหน้า พระพุทธรูป ศิษย์รับศีลห้า และกล่าวคำขอขึ้นครู พร้อมสาบานตน ครูกล่าวรับเป็นศิษย์ และให้โอวาท เป็นเสร็จพิธี
.....การขึ้นครูนั้น บางครั้ง ครูจะเป็นผู้เลือกศิษย์เอง ด้วยเห็นในความสามารถ หรือความเหมาะสม อื่น ๆ
การครอบครู
....เป็นพิธีสำคัญ ในการมอบหมายให้ศิษย์ ที่ครูไว้วางใจในทุกด้าน ให้เป็นผู้สืบทอด ส่งต่อวิชาได้มี ศักดิ์ และ สิทธิ์เทียบเท่าครู
การถวายบังคม
..... นักมวยที่จะทำการตีมวย ต่อหน้าพระที่นั่ง จะต้องกระทำการถวายบังคมเพื่อเป็นการแสดงออกซึ่ง ความกตัญญูรู้คุณ ต่อแผ่นดิน และจงรักภักดีต่อพ่อบ้านพ่อเมือง และเพื่อเป็นการขอพระราชทานอภัยโทษด้วยเหตุ ที่จะต้องมีการกระทำกิริยาอันไม่เหมาะไม่ควร ต่อเบื้องพระพักต์ขององค์พระมหากษัตริย์ อันเป็นประเพณีที่กระทำ สืบต่อกันมานาน
การไหว้และขอขมา
.....การไหว้และขอขมา ประเพณีนิยมอย่างหนึ่งซึ่งเราชาวไทยมักเห็นกันเสมอ เมื่อมีการแสดงการละเล่น กระบี่กระบอง และมวยไทย จบลงฝ่ายชนะหรือทั้งสองฝ่ายจะนั่งคุกเข่าพนมมือไหว้ฝ่ายที่นอนอยู่หรือไหว้ ซึ่งกันและกัน คนไทยเป็นผู้ที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นวัฒนธรรมที่ทั่วโลกยกย่องสรรเสริญ การแสดงออกด้วยการ ไหว้แลการขอขมาซึ่งกันและกันนี้ ก็นับเป็นศิลปะวัฒนะธรรมที่ควรสืบทอดอนุรักษ์ให้ดำรงอยู่ควรคู่ลูกหลานไทย สืบไป
Posted by terapak at 3:53 AM 0 comments
การตรวจลม สอบปราณ
.....หากใครเคยได้เห็นการร่ายรำไหว้ครูของมวยไชยา และออกเป็นคนช่างสังเกตสักหน่อยจะพบว่าหลังจากนักมวยถวายบังคมพระมหากษัตริย์แล้ว นักมวยจะนั่งยองลงบริกรรมคาถาและก้มลง กราบที่พื้น๓ ครั้งแล้ว นักมวยจะยืนขึ้นสำรวมกาย พร้อมกับยกนิ้วหัวแม่มือขึ้นอุดที่รูจมูกทีละข้าง สูดลมหายใจเข้าออกช้า ๆ จึงกระทืบเท้าตั้งท่าครูแล้วร่ายรำมวย ล่อหลอก คุมเชิง ดูคู่ต่อสู้ ที่จริงแล้วนี่คือวิชาตรวจลมหายใจ หรือตรวจ "ปราณ" ที่สืบทอดมาแต่ครั้งโบราณ
Posted by terapak at 3:48 AM 0 comments
เครื่องราง ของขลัง อาพัด

ประเจียด
.....หากใครเคยชมภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ไทย จะพบว่านักรบไทยมีผ้าสีแดงรัดต้นแขนหรือโพกศีรษะขณะเข้าสงคราม นี่คือ ผ้าประเจียด ซึ่งเป็นเครื่องรางที่นักมวยไทยนำมาใช้ผูกตัว เมื่อเข้า มักทำจากผ้าสีแดงหรือผ้าขาวบาง อย่างดีจากประเทศอินเดียที่
เรียกว่า ผ้าสาลู ตัวผ้าประเจียดนั้นจริงๆแล้ว คือ ผ้ายันต์ที่พับเข้าเป็นแถบ หรือม้วนเป็นวง เพื่อสะดวกต่อการใช้ผูกแขนหรือศีรษะนั่นเอง บนผืนผ้านั้นเกจิอาจารย์จะลงเลขยันต์ประเภท มหาอำนาจ, ชาตรีมหายันต์ หรืออาจนำ ตะกรุดแผ่น บรรจุไว้ด้วย ก่อนนำเข้าพิธีพุทธาภิเษก เพื่อเพิ่มพูนความศักดิ์สิทธิ์ สำหรับนักมวยนั้นมีมงคลสวมศีรษะอยู่แล้ว ก็จะนำผ้าประเจียดมารัดต้นแขนเพื่อเป็นสิริมงคล
.....สำหรับนักมวยสายไชยา มักนิยมสวมผ้าประเจียด เพียงอย่างเดียว เรียก ประเจียดหัว กับ ประเจียดแขน เมื่อศิษย์จะทำการตีมวย ครูบาอาจารย์ท่านจะนำประเจียดทั้งสองชนิดมาเสกเป่าด้วยพระคาถา พร้อมทั้งเจิมประแจะเสกลงที่หน้าผาก ก่อนการสวมประเจียดหัว ประเจียดแขน
มงคล
.....มงคลเป็นเครื่องรางสำหรับสวมศีรษะ มักทำจากผ้าแถบผืนแคบๆ ที่ลงยันต์แล้วม้วนพันด้วยด้ายสายสิญจ์ หลังจากนั้นจึงหุ้มด้วยผ้าลงอาคมขดเป็นวงแล้วทิ้งหางยาวไว้ด้านหลัง หรืออาจทำจากเชือกขด หรือสายสิญจ์หลายเส้น นำมาขวั้นรวมกันเป็นเส้นใหญ่แล้วหุ้มผ้าประเจียดก็ได้ นักมวยแต่ละภาคก็จะมีมงคลเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง (เว้นแต่มวยไชยาเท่านั้นที่ใช้ผ้าประเจียดสวมศีรษะแทนมงคล) และเนื่องจากมงคลมิใช่เครื่องประดับแต่เป็น เครื่องรางเพื่อคุ้มครองนักมวยตั้งแต่เบื้องศีรษะลงมา จึงถือเป็นประเพณี ว่าต้องให้ครูมวยเป็นผู้สวมให้โดยขณะสวม ครูมวยแต่ละสำนักก็มักบริกรรมคาถากำกับไปด้วยและที่สำคัญนักมวยจะไม่ถอด ประเจียด หรือ มงคลออก ขณะตีมวยกัน
พิรอด
.....พิรอดคล้ายกับประเจียดแต่ต่างกันที่มีกรรมวิธีที่ซับซ้อนกว่า โดยเริ่มจากการนำผ้าลงยันต์มาม้วนเป็นเส้น แล้วชโลมด้วยน้ำข้าว เพื่อให้ผ้ายันต์ม้วนตัวกันแน่นเป็นเส้นก่อนนำด้ายสายสิญจน์มามัดทับผ้ายันต์ไว้ให้สวยงาม ถักขึ้นรูปเป็นพิรอดและเข้าพิธีปลุกเสก หลังจากนั้นจึงทดสอบความขลังด้วยการเผาไฟ วงใดไฟไม่ไหม้ จึงจะนำไปลงรักน้ำเกลี้ยงและปิดทองเพื่อความสวยงาม ตัวพิรอดมีหลายรูปแบบ ทั้งแหวนพิรอด พิรอดสวมต้นแขน หรือพิรอดมงคลสวมหัวที่ขึ้นชื่อในหมู่นักสะสมเครื่องราง คือ แหวนพิรอดของหลวงปู่ทอง วัดราชโยธา
ขวานฟ้า
.....ขวานฟ้า จัดอยู่ในหมวดธาตุกายสิทธิ์ เป็นหินมีรูปร่างคล้ายขวาน นักมวยคาดเชือกในสมัยโบราณถือเป็น เครื่องคาดเครื่องราง ที่จะใส่ไว้ในซองมือระหว่างพันหมัดด้วยด้ายดิบก่อนการตีมวย คนโบราณเชื่อกันว่า ขวานฟ้ามีฤทธานุภาพอันศักดิ์สิทธิ์ จะพบได้บริเวณที่มีฟ้าผ่าลงดินและคนมีบุญบารมีเท่านั้นที่จะขุดพบ นอกจากนี้ท่านยังใช้เป็นเครื่องมือรักษาโรค กดที่บวม และบดเป็นยา เชื่อกันว่าหากเอาขวานฟ้าไว้ในยุ้งข้าว ข้าวจะไม่พร่อง วางขวานฟ้าไว้ที่ลานตากข้าวเปลือก ไก่ป่าจะไม่เข้ามาจิกกิน บางจังหวัดในภาคกลาง ใช้ไล่ผีโดยให้เอาขวานฟ้าซุกไว้ใต้ที่นอนคนที่มีผีเข้า นอกจากนี้ในบ่อนไก่บางแห่ง ยังใช้ขวานฟ้าบด เพื่อใช้รักษาตาไก่ที่แตกเป็นแผล
*หมายเหตุ
.....วิชาโบราณคดี กล่าวถึงขวานฟ้าว่า เป็นขวานหิน แหล่งที่พบมักมีร่องรอยของหลักฐานด้านสังคมเกษตร และการใช้ภาชนะดินเผา จึงเรียกชุมชนของมนุษย์ที่อาศัยอยู่ในยุคนี้ว่า มนุษย์ยุคหินใหม่ หรือ ยุคสังคมเกษตรเริ่มต้น
.....ขวานหินพบเห็นอยู่ทั่วไป ในทุกภาคของประเทศไทย มีหลายขนาด แยกออกได้เป็น ๒ แบบ คือ ขวานหินขัด และ ขวานหินกะเทาะ มีอายุประมาณ ๖-๔ พันปี
ตะกรุด
.....ตะกรุด คือ แผ่นโลหะลงยันต์ศักดิ์สิทธ์ เช่น ยันต์อิติปิโสกลบท นำมาม้วนเป็นวง และปลุกเสกด้วยกำลังจิต ตามกรรมวิธีโบราณของเกจิอาจารย์แต่ละท่าน ใช้ร้อยเชือกผ่านรูตรงกลางแล้วนำมาห้อยคอหรือคาดเอว โดยหวังผลทางเมตตามหานิยม แคล้วคลาดและคงกระพันชาตรี ตระกรุดมีหลายขนาด หากเป็นตะกรุดขนาดใหญ่ ใช้ห้อยคอหรือเอวเพียง ชิ้นเดียว เรียกว่า ตะกรุดโทน ฯลฯ
Posted by terapak at 3:42 AM 0 comments




